S-ERUM อาหารผิววิตามินซีเออีเข้มข้น
โพรไฟล์ ไลน์ 0
× ปิด
แบ่งปันประสบการณ์ชีวิต
ฮัก 4 ตุลาคม 2568 เวลา 17:45:08 น.
ยิ่งโตยิ่งเพื่อนน้อย เพราะคุณนิสัยไม่ดีใช่ไหม ?
แชร์ให้เพื่อน

ทำไมยิ่งโต เพื่อนยิ่งน้อยลง? คู่มือทำความเข้าใจมิตรภาพที่เปลี่ยนไปในวันที่เราเป็นผู้ใหญ่

เคยสงสัยไหมว่าทำไมยิ่งโตขึ้น วงเพื่อนที่เคยคึกคักกลับค่อยๆ เล็กลง? หรืออาจมีความคิดแวบเข้ามาในใจว่า "เราทำอะไรผิดหรือเปล่าวะ" ที่ทำให้เพื่อนหายไปทีละคน ความรู้สึกเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลก และ คุณไม่ได้เผชิญกับมันเพียงลำพัง อันที่จริงแล้ว การเปลี่ยนแปลงของมิตรภาพเมื่อเราก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่เป็นปรากฏการณ์ที่ "เป็นธรรมชาติ" และเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ต้องพบเจอ สาระต่อจากนี้ ผมจะพาคุณไปสำรวจสาเหตุที่แท้จริงเบื้องหลังปรากฏการณ์นี้ เพื่อเปลี่ยนความกังวลให้กลายเป็นการทำความเข้าใจ และมองเห็นโอกาสในการเติบโตจากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

--------------------------------------------------------------------------------

1. ปรากฏการณ์ที่เป็นธรรมชาติ: ทำไมวงสังคมของเราถึงเล็กลงเมื่อโตขึ้น

การที่เพื่อนน้อยลงไม่ใช่แค่ความรู้สึกนะครับ แต่เป็นแนวโน้มข้อเท็จจริงของชีวิตที่สามารถอธิบายได้ด้วยข้อมูล งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Aalto ในฟินแลนด์ และมหาวิทยาลัย Oxford ซึ่งศึกษาข้อมูลผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือกว่า 3 ล้านคน ได้ค้นพบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมการสื่อสารของเราเมื่ออายุมากขึ้น

  • จุดสูงสุดของมิตรภาพ: ช่วงอายุ 25 ปี คือช่วงที่เรามีเพื่อนและติดต่อผู้คนเยอะที่สุดในชีวิต
  • แนวโน้มที่ลดลง: หลังจากอายุ 25 ปีเป็นต้นไป จำนวนเพื่อนและการติดต่อสื่อสารจะเริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว
  • ข้อมูลเชิงตัวเลข: เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ในวัย 25 ปี ผู้หญิงจะติดต่อผู้คนโดยเฉลี่ย 17.5 คนต่อเดือน ในขณะที่ผู้ชายจะอยู่ที่ประมาณ 19 คนต่อเดือน

1.1. เหตุผลหลักของการเปลี่ยนแปลง: ไม่ใช่การสูญเสีย แต่คือการจัดลำดับความสำคัญ

เมื่อเราอายุ 25 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยที่สมองเติบโตเต็มที่ เราจะเริ่มมีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจนขึ้น และนั่นทำให้เราเริ่ม "เลือก" ที่จะใช้เวลาและพลังงานกับสิ่งที่สำคัญจริงๆ การเปลี่ยนแปลงนี้มีเหตุผลหลักอยู่ 3 ประการ

  1. การจัดลำดับความสำคัญใหม่ (New Priorities): เราเริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องอื่นในชีวิตมากขึ้น เช่น การสร้างความสัมพันธ์ที่จริงจังกับคนรัก การดูแลครอบครัว หรือการทุ่มเทให้กับการงานที่มั่นคง
  2. เวลาและพลังงานที่มีจำกัด (Limited Time & Energy): ภาระหน้าที่ที่เพิ่มขึ้นตามวัย ทำให้เราเหนื่อยและมีเวลาน้อยลง เราจึงเลือกที่จะใช้เวลาและพลังงานอันมีค่ากับความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพและคนที่ "คุ้มค่าจริงๆ"
  3. ความซับซ้อนของความสัมพันธ์ในวัยทำงาน (Workplace Complexity): มิตรภาพในที่ทำงานแตกต่างจากสมัยเรียนอย่างสิ้นเชิง การหาเพื่อนสนิทในที่ทำงานนั้นเป็นเรื่องที่ "ยาก" และถือว่า "โชคดีมาก" หากคุณสามารถเจอคนนั้นได้

จากงานวิจัยเดียวกันนี้ยังพบข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า ผู้หญิงมักจะตัดสินใจเลือกคนสำคัญในชีวิตได้เร็วกว่าผู้ชาย (ฮั่นแน่ ผู้หญิงส่วนมากจึงรวยเร็ว 5555+)  และทุ่มเทให้กับความสัมพันธ์เหล่านั้นอย่างเต็มที่ ในขณะที่วงเพื่อนของผู้ชายจะเริ่มลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงวัย 30 กลางๆ ถึงปลายๆ

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเราสูญเสียเพื่อน แต่เป็นกระบวนการที่เรากำลังคัดกรองและเลือกเก็บรักษาสิ่งที่มีความหมายกับเราไว้อย่างแท้จริง และ "สภาพแวดล้อม" ที่เปลี่ยนไปก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่เร่งกระบวนการนี้ให้เร็วขึ้น

--------------------------------------------------------------------------------

2. จากรั้วมหาวิทยาลัยสู่โลกการทำงาน: เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยน มิตรภาพก็เปลี่ยนไป

สภาพแวดล้อมเป็นตัวกำหนดโอกาสในการสร้างและรักษามิตรภาพอย่างมาก ลองเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างชีวิตในวัยเรียนกับวัยทำงานดู แล้วคุณจะเห็นภาพชัดเจนขึ้น

ปัจจัย

วัยเรียน

วัยทำงาน

สภาพแวดล้อม

เจอหน้ากันทุกวัน ทำกิจกรรมร่วมกันเยอะ มีโอกาสสร้างความสัมพันธ์ได้ง่าย

ทำงานคนละที่ กลับบ้านมาก็เหนื่อย ชีวิตแต่ละคนมีเส้นทางของตัวเอง และมีความซับซ้อนมากกว่า

เวลาว่าง

มีเวลาว่างเยอะพอสมควร สามารถนั่งคุยกัน 3-4 ชั่วโมงได้โดยไม่กังวล

เวลาเป็นของหายาก การนัดเจอกันแต่ละครั้งต้องวางแผนล่วงหน้า

ภาระรับผิดชอบ

ไม่ค่อยได้มีอะไรรับผิดชอบใหญ่โต ชีวิตยังมีความยืดหยุ่นสูง

ภาระจะเริ่มเยอะขึ้นไปเรื่อยๆ ทั้งเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว และครอบครัว

2.1. การเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล

ในยุคปัจจุบัน ปัจจัยสมัยใหม่อย่างการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) และการใช้เวลาส่วนใหญ่บนแพลตฟอร์มดิจิทัล ก็มีส่วนทำให้การสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งเป็นเรื่องท้าทายยิ่งขึ้น แม้โซเชียลมีเดียจะทำให้เรารู้สึกว่าได้ปฏิสัมพันธ์กับผู้คนมากมาย แต่ "ความลึกซึ้ง" นั้นเทียบไม่ได้เลยกับการเจอหน้ากันจริงๆ (face-to-face)

งานวิจัยจาก Karl Landsteiner University of Health Sciences ในออสเตรีย ชี้ว่าการสื่อสารแบบเจอหน้ากันมีผลต่อสุขภาพจิตมากกว่าการสื่อสารแบบดิจิทัลอย่างมหาศาล เหตุผลก็คือ "มนุษย์เราถูกออกแบบมา" ให้รับสัญญาณทางสังคมผ่านการสื่อสารที่ครบถ้วน ทั้งแววตา ท่าทาง และน้ำเสียง ซึ่งการสื่อสารออนไลน์ไม่สามารถให้สิ่งเหล่านี้ได้อย่างสมบูรณ์

เมื่อสภาพแวดล้อมภายนอกทำให้เราเชื่อมต่อกับผู้คนได้ยากขึ้น ความรู้สึกภายในอย่าง "ความเหงา" ก็อาจเกิดขึ้นได้เป็นเรื่องธรรมดา

--------------------------------------------------------------------------------

3. ทำความเข้าใจ "ความเหงา" .. มันเป็นความรู้สึกที่ต้องรับมือ

แม้การมีเพื่อนน้อยลงจะเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ความรู้สึก "เหงาและโดดเดี่ยว" ที่เกิดขึ้นก็เป็นเรื่องจริงและต้องให้ความสำคัญ เพราะโดยพื้นฐานแล้ว "มนุษย์เป็นสัตว์สังคม" เราต้องการการเชื่อมโยงกับผู้อื่นเพื่อความอยู่รอดและความสุข

  • ผลกระทบที่รุนแรง: งานวิจัยจาก Brigham Young University ชี้ว่าความเหงาเรื้อรังส่งผลเสียต่อสุขภาพ "พอๆ กับการสูบบุหรี่วันละ 15 มวน"
  • หลักฐานทางกายภาพ: ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยจาก มหาวิทยาลัย Cambridge และมหาวิทยาลัย Fudan ที่ศึกษาผู้ใหญ่กว่า 42,000 คน พบว่าความเหงาและการแยกตัวจากสังคมมีความเชื่อมโยงกับโปรตีนในร่างกายที่ก่อให้เกิดการอักเสบ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่แท้จริงต่อโรคต่างๆ เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และเบาหวานชนิดที่ 2
  • โซเชียลมีเดีย ตัวขยายความเหงา: การเลื่อนดูชีวิตของคนอื่นบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งมักจะแสดงแต่ "ด้านดี" ทำให้เกิด "การเปรียบเทียบ" โดยไม่รู้ตัว และยิ่งทำให้เรารู้สึกโดดเดี่ยวหรือขาดอะไรบางอย่างไป

แต่สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ "การอยู่คนเดียว" ไม่ได้เท่ากับ "ความเหงา" เสมอไป และการเรียนรู้ที่จะอยู่กับตัวเองอย่างมีความสุข คือทักษะสำคัญที่จะช่วยให้เรารับมือกับความเปลี่ยนแปลงนี้ได้

--------------------------------------------------------------------------------

4. พลังของการอยู่กับตัวเอง เพื่อค้นพบความหมายของ "ความสันโดษ" (Solitude)

กุญแจสำคัญคือการแยกแยะระหว่างความเหงากับความสันโดษ

  • ความเหงา (Loneliness): คือ "สัญญาณเตือน" ที่เจ็บปวด ซึ่งบอกว่าเรากำลังขาดการเชื่อมโยงทางสังคมที่ต้องการ
  • ความสันโดษ (Solitude): คือ "การเลือก" ที่จะใช้เวลาอยู่กับตัวเองโดยสมัครใจ เพื่อทบทวน พักใจ หรือทำงานสร้างสรรค์ เป็นช่วงเวลาที่มีคุณภาพและเป็นประโยชน์

Ester Buchholz ผู้เขียนหนังสือ Solitude: The Science and Power of Being Alone อธิบายว่ามนุษย์เรามีตัวตน 2 ด้าน คือ "Social Self" (ตัวตนเวลาอยู่กับสังคม) และ "Solo Self" (ตัวตนเวลาอยู่ลำพัง) การสร้างสมดุลระหว่างสองด้านนี้คือสิ่งสำคัญที่สุด

4.1. วิธีฝึกฝนการอยู่กับตัวเองอย่างมีความสุข

คุณไม่จำเป็นต้องเข้าป่าหรือไปอยู่เกาะเพื่อค้นพบความสันโดษ แต่สามารถฝึกฝนได้ง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน

  • การเขียนบันทึก (Journaling): เป็นการบังคับให้เราได้ใช้เวลาอยู่กับความคิดและความรู้สึกของตัวเองอย่างแท้จริง ลองเขียนทบทวนเรื่องราวในแต่ละวัน หรือระบายสิ่งที่อยู่ในหัวออกมา
  • การเดินเล่นในสวนสาธารณะ (A Walk in the Park): ใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติโดยไม่ต้องฟังเพลงหรือพอดแคสต์ แค่เดินและปล่อยให้ความคิดลื่นไหลไป
  • สร้างเวลาส่วนตัว (Private Solitude): กำหนดเวลาที่ชัดเจน เช่น 2 ชั่วโมงในวันหยุด เพื่อนั่งอ่านหนังสือเงียบๆ โดยไม่แตะโทรศัพท์มือถือ
  • ความสันโดษท่ามกลางผู้คน (Public Solitude): ลองนั่งรถไฟ มองออกไปนอกหน้าต่าง หรือนั่งในร้านกาแฟโดยไม่ได้คุยกับใคร ปล่อยให้ตัวเองได้มีพื้นที่ส่วนตัวในใจท่ามกลางผู้คน

การฝึกฝนความสันโดษจะมอบประโยชน์ 3 ข้อหลักให้แก่คุณ:

  1. ได้ทบทวนชีวิตและความรู้สึกของตัวเอง
  2. ได้ชาร์จพลังงานทางอารมณ์จากความเหนื่อยล้า
  3. เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ เมื่อสมองได้มีเวลาว่าง

เมื่อเราสามารถเชื่อมโยงกับตัวเองได้อย่างมั่นคงแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะกลับไปเชื่อมโยงกับผู้อื่นในรูปแบบใหม่ที่เน้นคุณภาพมากกว่าเดิม

--------------------------------------------------------------------------------

5. นิยามการเชื่อมต่อใหม่ของชีวิต จาก "ปริมาณ" เพื่อนเยอะ สู่ "คุณภาพ" เพื่อนเยี่ยม

เป้าหมายในวัยผู้ใหญ่ไม่ใช่การกลับไปมีเพื่อนเยอะๆ เหมือนเดิม แต่คือการใส่ใจกับ "คุณภาพ" ของความสัมพันธ์ที่มีอยู่ และเปิดใจรับการเชื่อมต่อในรูปแบบอื่นๆ

  • ความสัมพันธ์แบบหลวมๆ (Weak Ties): งานวิจัยของ แฮน Collins จาก Harvard พบว่าการมีปฏิสัมพันธ์เล็กๆ น้อยๆ กับคนรู้จักผ่านๆ เช่น บาริสต้าที่ร้านกาแฟ เพื่อนบ้าน หรือเพื่อนร่วมงานที่ไม่สนิท ก็สามารถ "เพิ่มความสุข" และทำให้เรารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้เช่นกัน

คุณสามารถสร้างการเชื่อมโยงเล็กๆ เหล่านี้ได้ผ่านนิสัยง่ายๆ

  • ยิ้มและทักทายคนที่ไม่รู้จักบ้าง
  • ชวนพนักงานร้านกาแฟคุยเล็กน้อย
  • ตอบรับคำชวนของคนรู้จักบ้าง แม้จะไม่ใช่เพื่อนสนิท
  • ลองเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มที่คุณสนใจ เช่น ชมรมหนังสือ (book club) หรือกลุ่มวิ่ง (running club)

--------------------------------------------------------------------------------


สรุปเพื่อนที่ดีที่สุดที่อยู่กับเราเสมอ

การที่เพื่อนน้อยลงเมื่อโตขึ้นไม่ใช่เรื่องน่ากังวล แต่มันคือสัญญาณของการเติบโตที่บอกว่าเรากำลังเลือกโฟกัสในสิ่งที่สำคัญจริงๆ แทนที่จะกังวลเรื่อง "จำนวน" เพื่อน ลองหันมาใส่ใจ "ความลึกซึ้ง" ในการพูดคุยกับคนสำคัญในชีวิต

และท้ายที่สุด อย่าลืมว่า "ตัวเราเองคือเพื่อนที่สำคัญที่สุด" ที่จะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต การดูแลใจตัวเองและเรียนรู้ที่จะอยู่กับตัวเองอย่างสบายใจ คือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ดีทั้งหมด ความสันโดษไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว แต่เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ให้เราได้พักใจ ฟังเสียงตัวเอง และเติบโต เพื่อพร้อมที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่จริงใจและอบอุ่นยิ่งขึ้นกับคนรอบข้างต่อไป

ลิงค์นี้ปลอดภัยเราตรวจสอบแล้ว

ลิงค์นี้ปลอดภัยเราตรวจสอบแล้ว

สาระข้อมูลจาก วิดีโอ YouTube ของช่อง "Mission To The Moon" เล่าเรื่องของชีวิตของทุกคนที่ จำนวนเพื่อนรอบตัวมักลดลงตามวัยที่เพิ่มขึ้น โดยอธิบายว่านี่คือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ไม่ได้ผิดปกติ และมีการอ้างอิงถึงงานวิจัยที่ชี้ว่าจำนวนเพื่อนที่ติดต่อกันจะถึงจุดสูงสุดในช่วงอายุ 25 ปี ก่อนจะลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากผู้ใหญ่มีแนวโน้มที่จะ ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์เชิงคุณภาพ มากกว่าปริมาณ และมีภาระหน้าที่ที่จำกัดเวลาและพลังงาน

นอกจากนี้ ยังชวนสำรวจถึง ความเหงาที่อาจเกิดขึ้น จากการมีเพื่อนน้อยลง พร้อมทั้งเสนอแนวทางในการใช้ "ความสันโดษ" (Solitude) เพื่อเติมพลังและรักษาสุขภาพจิต รวมถึงวิธีการกลับมาเชื่อมโยงกับผู้คนรอบข้างอย่างสมดุล. ลองฟังดูนะครับ เฮียแกเก่งเรื่องการเล่าได้ดีอยู่แล้วครับ

reply_0_68e0f88977a25.png

แชร์ให้เพื่อน
เก็บไว้ในคลัง 0

เขียนความเห็น

เฉพาะสมาชิกสามารถแสดงความเห็นได้, คลิกที่นี่เพื่อเข้าระบบสมาชิก

ยังไม่มีความเห็น

17
0
0

โดนอีกแล้ว !!

แบ่งปัน ประสบภัยชีวิต หมีเทมโปโป้ 6 เดือนที่แล้ว
23
0
0

ลำดับชีวิต

แบ่งปัน ประสบภัยชีวิต หมีเทมโปโป้ 6 เดือนที่แล้ว
"ชีวิตอันแสนสั้น เรากำลังทำสิ่งใด"
Foot Image
ทางลัด