S-ERUM สบู่เซรัมผิวขาวกระจ่างใส
โพรไฟล์ ไลน์ 0
× ปิด
แบ่งปันประสบการณ์ชีวิต
ฮัก 30 ตุลาคม 2568 เวลา 19:13:18 น.
เออว่ะ ชีวิตมันไม่ต้องแบกขนาดนั้นก็ได้
แชร์ให้เพื่อน

reply_0_6903580785fe5.png

Mission To The Moon ได้สรุปหนังสือเรื่อง "The Let Them Theory" ของ Mel Robbins โดยเน้นปรัชญาหลัก คือ "ปล่อยเขา" (Let Them) เพื่อให้ผู้ฟังละทิ้งความพยายามที่จะควบคุมความคิด ความรู้สึก หรือ พฤติกรรมของผู้อื่น

การยอมรับว่าผู้คนจะมีความเห็นของตัวเองอยู่แล้วทำให้เราไม่ต้องแสวงหาการยอมรับที่ไม่จำเป็น และสามารถหันมา "ให้ฉัน" (Let Me) ซึ่งหมายถึงการรับผิดชอบตนเองและการเลือกที่จะดำเนินการอย่างมั่นใจ

ส่วนหนึ่งของเนื้อหายังกล่าวถึงการตั้งขอบเขต (boundaries) ที่ชัดเจนเพื่อปกป้องความสงบสุขทางอารมณ์ และการใช้ทฤษฎีนี้เป็น ตัวกรองทางจิตใจ (Mental Filter) เพื่อนำพลังงานกลับมามุ่งเน้นที่การเติบโตและเป้าหมายของตนเองแทน

ลิงค์นี้ปลอดภัยเราตรวจสอบแล้ว

 

reply_0_690359ac973e0.png

5 แนวคิดจาก “The Let Them Theory” ที่จะทำให้ชีวิตเบาขึ้นแบบโคตรรู้สึกได้

เคยมั้ย เหนื่อยกับการต้องคอยเข้าใจคนอื่น คอยทำให้ทุกคนพอใจ หรือพยายามอธิบายให้เขาเข้าใจเราถูกต้องทุกเรื่อง

สุดท้ายก็กลายเป็นเรานี่แหละ...ที่หมดแรงเอง เหมือนชีวิตมีแต่ภาระทางใจเต็มไปหมด

ยุคนี้โลกมันเครียดง่ายจริง ๆ ทุกคนเหมือนอยู่ในโหมด “ตึง” ตลอดเวลา

แต่มีทฤษฎีหนึ่งที่ชื่อว่า “The Let Them Theory” จากเมล ร็อบบินส์ ที่ช่วยให้เราเบาขึ้นแบบเห็นผลจริง

ฟังดูเรียบง่ายมาก แต่โคตรทรงพลัง


มันไม่ได้สอนให้ยอมแพ้นะ

แต่มันสอนให้เรา “ฉลาดใช้พลังงานชีวิต”

แทนที่จะหมดแรงกับการควบคุมโลกภายนอก

เราหันมาจัดระเบียบโลกข้างในของตัวเองดีกว่า


ลองมาดู 5 แนวคิดหลักจากทฤษฎีนี้กัน 👇

1. พลังงานของคุณมีจำกัด อย่าเสียไปกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้

แก่นของทฤษฎีนี้คือ เราไม่ได้เครียดเพราะปัญหา

แต่เพราะเราพยายาม “ควบคุมสิ่งที่ควบคุมไม่ได้”

เช่น ความคิดของคนอื่น ความรู้สึกของเขา หรือสิ่งที่เขาจะพูดถึงเรา


ลอง “ปล่อยให้เขาคิด” ในสิ่งที่เขาอยากคิด ปล่อยให้เขาเข้าใจเราผิดก็ได้

เพราะสุดท้าย...ความคิดของเขา มันไม่ได้เปลี่ยนความจริงของเราเลย


พลังงานของเราควรใช้กับสิ่งที่เราควบคุมได้ ตัวเราเอง

ไม่ใช่หมดแรงกับการพยายามทำให้คนอื่นเข้าใจในแบบที่เราอยากให้เข้าใจ


คนจะคิดอะไรก็ปล่อยเขาเถอะ

เมื่อเข้าใจข้อนี้ได้จริง ๆ

คุณจะไม่รู้สึกอยากบิดเบือนตัวเองอีกเลย

และไม่เหนื่อยกับการรอคำอนุมัติจากใคร


2. ความน่ารำคาญในชีวิตคือยิมฝึกอารมณ์ของเรา

ทุกครั้งที่เจอเรื่องหงุดหงิดเล็ก ๆ อย่าเพิ่งโกรธ

ให้คิดซะว่า “นี่คือการยกเวททางอารมณ์”


เวลาใครทำให้เรารำคาญ

ลองคิดว่าพวกเขากำลังให้ของขวัญเราชิ้นหนึ่ง 

ของขวัญที่ชื่อว่า “ความอดทนและการควบคุมตัวเอง”


ไม่มีคนพวกนี้ ก็ไม่มีเวทให้ยก

ทุกครั้งที่เรา “เลือกปล่อย” แทนที่จะตอบโต้

เรากำลังสร้างกล้ามเนื้อทางอารมณ์ของตัวเองอยู่แบบไม่รู้ตัว


มันไม่ใช่ความอ่อนแอเลยนะ

แต่มันคือ “การเลือกฉลาด”

เลือกสงบแทนจุกจิก และเก็บพลังไว้ใช้กับเรื่องที่คุ้มค่ากว่า


3. “Let Them” ไม่ใช่การยอมแพ้ แต่มันคือการเปิดทางให้ “Let Me”

คำว่า “ปล่อยเขา” มันไม่ใช่แค่การยกมือยอมแพ้

แต่มันคือการสร้างพื้นที่ในใจให้เรามีที่ว่าง

เพื่อเริ่ม “Let Me”  ให้ฉันได้โฟกัสกับตัวเองบ้าง


“Let Them” คือการปล่อยให้โลกภายนอกเป็นอิสระ

ส่วน “Let Me” คือการลงมือทำในสิ่งที่เติมพลังให้เรา


เช่น สมมติว่าเพื่อนไม่ชวนไปงานปาร์ตี้

แทนที่จะคิดว่า “ทำไมไม่ชวนฉัน?”

ลองเปลี่ยนเป็น “ก็ปล่อยให้เขาไปเถอะ แล้วฉันล่ะ รู้สึกยังไงกับเรื่องนี้จริง ๆ?”


มันจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าใจตัวเองมากขึ้น

ลองใช้มนตราง่าย ๆ แบบนี้

Let them doubt, let me believe. (ปล่อยให้เขาสงสัย ฉันจะเชื่อมั่น)

Let them ignore, let me focus. (ปล่อยให้เขาเฉย ฉันจะมุ่งมั่น)


4. คุณไม่จำเป็นต้องได้ “ความยุติธรรม” แต่คุณคู่ควรกับ “ความสงบ”

บางครั้งเราอยากได้คำขอโทษ อยากให้เขายอมรับว่าเขาผิด

แต่ยิ่งเราพยายามมากเท่าไหร่

เรายิ่งเสียพลังตัวเองมากเท่านั้น


เพราะความจริงคือ…คำขอโทษจากคนที่ไม่เคารพคุณ มันอาจไม่มีวันมา

และถ้าคุณยังรออยู่ คุณจะติดอยู่ในวงจรของความคาดหวังไม่รู้จบ


การเยียวยาเริ่มต้นได้ทันที

แค่คุณ “หยุดอยากได้ความยุติธรรมจากเขา”

แล้วหันมามอบ “ความสงบ” ให้ตัวเองแทน


จำไว้ Justice is beautiful, but peace is better.

ความยุติธรรมมันสวยนะ แต่ความสงบน่ะ ดีกว่าเยอะ


5. หน้าที่ของคุณไม่ใช่ทำให้ทุกคนสบายใจ

“Let Them Theory” พุ่งเข้าใส่คนที่ชอบเป็น People Pleaser โดยตรง

มันสอนเราว่า  การตั้งขอบเขตไม่ใช่เรื่องผิด

และมันไม่ได้หมายความว่าเราควบคุมคนอื่น

แต่มันคือการ “ให้เกียรติความต้องการของเราเอง”


บางคนจะไม่ชอบเวลาคุณเริ่มมีขอบเขต

แต่นั่นแหละ...คือสัญญาณว่ามันได้ผล


ถ้าความสัมพันธ์ของคุณต้องแลกกับการ “ไม่กล้าปฏิเสธ”

นั่นไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่แท้จริง

แต่เป็นการควบคุมต่างหาก



แค่ใครบางคนรู้สึกไม่พอใจ
ไม่ได้แปลว่าคุณทำผิด
เขาอาจแค่ไม่ชินกับการที่คุณเริ่มเลือกตัวเองก็ได้


แชร์ให้เพื่อน
เก็บไว้ในคลัง 0

เขียนความเห็น

เฉพาะสมาชิกสามารถแสดงความเห็นได้, คลิกที่นี่เพื่อเข้าระบบสมาชิก

ยังไม่มีความเห็น

126
0
5

อยากเล่ามั่งครับ

ความเห็นล่าสุด: อ้างถึงความเห็นที่ 4... - BankBank 7 เดือนที่แล้ว
แบ่งปัน ประสบภัยการงานและเงิน โพสต์แบบไม่ระบุตัวตน 8 เดือนที่แล้ว
23
0
0

โดนอีกแล้ว !!

แบ่งปัน ประสบภัยชีวิต หมีเทมโปโป้ 8 เดือนที่แล้ว
"ชีวิตอันแสนสั้น เรากำลังทำสิ่งใด"
Foot Image
ทางลัด