คลิป รายการ Call Me First Jobber สำหรับเด็กจบใหม่ของช่อง Mission To The Moon ซึ่งเป็นรายการให้คำปรึกษาและเคลียร์ปัญหาสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน มีวิทยากรสองท่านคือ พี่น้อยหนึ่งและพี่แทป มาร่วมพูดคุยอย่างเป็นกันเองแต่มีเนื้อหาสาระครบถ้วนดีมากครับ
การพูดคุยครอบคลุมประเด็นสำคัญสำหรับคนทำงานยุคใหม่ เช่น การค้นหางานที่ใช่และการที่ความหมายของงานที่ใช่เปลี่ยนไปตามช่วงชีวิต การจัดการกับความรู้สึกไม่มั่นใจในตนเอง ความท้อแท้ รวมถึงการรับมือกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ และการพัฒนาตนเองเพื่อให้อยู่รอดและเติบโตในโลกการทำงานปัจจุบัน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการ ใจดีกับตัวเอง และการมีความหวัง.
ลิงค์นี้ปลอดภัยเราตรวจสอบแล้ว

ถึงคนที่กำลังหลงทาง คำนำทางฉบับ First Jobber สู่การค้นพบตัวเอง
ถึงคุณผู้มีคำถามก้องอยู่ในใจว่า "งานที่ฉันทำอยู่ตอนนี้ มันใช่จริงหรือเปล่า?"
เชื่อเถอะครับว่าเสียงนั้นไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับใครก็ตามที่กล้าจะสร้างเส้นทางอาชีพที่มีความหมาย รวมถึงตัวผมเองด้วย ความรู้สึกสงสัย ไม่แน่ใจ หรือแม้กระทั่งหลงทาง เป็นเรื่องปกติอย่างที่สุดสำหรับพวกเราที่กำลังก้าวเข้าสู่โลกของการทำงาน มันไม่ใช่สัญญาณของความล้มเหลว แต่เป็น "สัญญาณว่าเรากำลังเดินไปสู่เวอร์ชันที่ดีกว่าของตัวเรา" มันคือหลักฐานว่าคุณกำลังเติบโต กำลังตั้งคำถาม และกำลังค้นหาสิ่งที่มีความหมายอย่างแท้จริง
คำพูดในวันนี้อาจจะไม่ได้มอบคำตอบสำเร็จรูปให้กับคุณ แต่จะขอแบ่งปันเรื่องราว ภูมิปัญญา และเครื่องมือที่ใช้ได้จริง จากคนที่เคยเดินบนเส้นทางสายนี้มาก่อน เพื่อเป็นเหมือนแสงนำทางและความหวัง ช่วย "เคลียร์ทุกเรื่องวุ่นวายก่อนเริ่มงาน" และทำให้คุณรู้สึกว่าไม่ได้กำลังเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอนนี้เพียงลำพัง
--------------------------------------------------------------------------------
1. ทลายมายาคติ "งานที่ใช่" นิยามที่เปลี่ยนไปตามจังหวะชีวิต
หลายคนอาจกำลังตามหา "งานที่ใช่" เพียงหนึ่งเดียวที่สมบูรณ์แบบ แต่ความจริงก็คือ "งานที่ใช่" ไม่ใช่จุดหมายปลายทางที่คงที่ มันคือคำนิยามที่เปลี่ยนแปลงไปตามโจทย์และจังหวะของชีวิตเรา เหมือนที่คุณแทปได้ให้มุมมองไว้ว่า สิ่งที่เรามองหาในงานจะเปลี่ยนไปเมื่อเราเติบโตขึ้น
ช่วงชีวิต (Life Stage) | นิยามของ "งานที่ใช่" (Definition of "The Right Job") |
เพิ่งเรียนจบ (Recent Graduate) | งานที่ทำแล้วสนุก มีความมันส์ |
วัยผู้ใหญ่ (Adulthood) | งานที่ลงตัวในเรื่องของเวลา ความหนักของงาน และรายได้ |
ดังนั้น การค้นหางานที่ยั่งยืนและเติมเต็มชีวิตเราได้อย่างแท้จริงนั้น ต้องตั้งอยู่บนเสาหลักสองต้นที่คุณน้อยหนึ่งได้สรุปไว้อย่างคมคาย นั่นคืองานที่สามารถ
- ตอบโจทย์ด้านจิตใจ (Fulfills Your Heart) คุณต้องมีความสุขกับมัน ไม่รู้สึกว่าต้องฝืนใจทำในทุกๆ วัน ดังคำกล่าวที่ว่า "งานที่ดีคือ งานที่ไม่เคยไม่อยากทำ"
- ตอบโจทย์ด้านรายได้ (Fulfills Your Wallet) งานนั้นต้องสามารถเลี้ยงชีพเราได้ เพราะถ้า "ชอบแต่ไม่มีกิน ทำไง?" ความสุขนั้นก็อาจจะอยู่กับเราได้ไม่นาน
เมื่อเราเข้าใจแล้วว่า "งานที่ใช่" ไม่ใช่ภาพนิ่งที่รอให้เราไปถึง แต่คือการเดินทางที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ คำถามต่อไปคือ แล้วเราจะเริ่มสำรวจเส้นทางนี้ของเราได้อย่างไร?
--------------------------------------------------------------------------------
2. ใช้ช่วงเวลาก่อน 30 ให้คุ้มค่าที่สุด
คุณแทปได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ช่วงเวลาก่อนอายุ 30 หรือ 35 ปี เป็นช่วงที่มนุษย์ถูก "ออกแบบมาให้ตามหาในสิ่งที่ตัวเองชอบ" นี่คือใบอนุญาตอย่างเป็นทางการให้พวกเราได้ออกไปสำรวจ ลองผิดลองถูก ล้มเหลว และเรียนรู้ให้ได้มากที่สุด เพราะเป็นช่วงที่เรายังมีพลังงานล้นเหลือและมีภาระที่ต้องกังวลน้อยกว่า
เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงตัวอย่างที่ทรงพลังของคุณน้อยหนึ่ง ที่แบ่งปันเส้นทางการค้นพบตัวเองของเธอ (ขอเรียกเธอนะครับ) เธอเล่าว่าเคยลองทำงานพิเศษมาแล้วสารพัด ตั้งแต่ "ไปดัดลูกโป่งเด็ก" ไปจนถึง "ไปยืนแจกใบปลิว" ประสบการณ์ที่หลากหลายเหล่านี้เองที่ทำให้เธอค่อยๆ คัดกรองและค้นพบว่าอะไรคือสิ่งที่เธอทำแล้วมีความสุขอย่างแท้จริง การลงมือทำคือเข็มทิศที่ดีที่สุด
ในอดีต เส้นทางอาชีพอาจเป็นเหมือนระบบ "copy-paste" ในโรงงานอุตสาหกรรม ที่ทุกคนถูกคาดหวังให้เดินตามรอยเท้าเดียวกันเพื่อไปสู่ความสำเร็จ แต่ในยุคปัจจุบันมี "เส้นทางมากมาย" ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จได้ นี่คือข้อได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่ของคนรุ่นเรา ที่มีอิสระในการออกแบบเส้นทางของตัวเองได้มากกว่าที่เคย
เมื่อเราอนุญาตให้ตัวเองได้ออกสำรวจแล้ว เราก็ต้องเผชิญหน้ากับความสับสนวุ่นวายทางอารมณ์ที่มาพร้อมกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทีนี้ เรามาคุยกันถึงเครื่องมือที่พี่ๆ ได้มอบไว้ให้เราใช้รับมือกับพายุเหล่านั้นกันครับ
--------------------------------------------------------------------------------
3. เครื่องมือรับมือ "ความท้อ" เมื่อใจอ่อนแอและสงสัยในเส้นทาง
ความสงสัยและความท้อเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่แทนที่จะจมอยู่กับมัน เราสามารถใช้เครื่องมือที่เป็นรูปธรรมเพื่อจัดการกับความรู้สึกเหล่านั้นได้
เทคนิคกระดาษ A4 แยกสิ่งที่ควบคุมได้และไม่ได้
คุณแทปได้แบ่งปันเทคนิคที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังอย่างยิ่ง เมื่อคุณรู้สึกว่าทุกอย่างมันสับสนวุ่นวายไปหมด:
- พับกระดาษ A4 ครึ่งหนึ่ง เตรียมกระดาษเปล่ามาหนึ่งแผ่นแล้วพับครึ่ง
- เขียนสิ่งที่ "ควบคุมไม่ได้" (ฝั่งซ้าย) ลิสต์ทุกความกังวลที่คุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ลงไป เช่น "คนอื่นจะคิดยังไงกับเรา" "เศรษฐกิจในอนาคตจะเป็นอย่างไร" หรือ "นิสัยของหัวหน้า" เมื่อเขียนเสร็จแล้ว ให้มองว่าฝั่งนี้คือสิ่งที่เราต้อง "ทิ้งไปเลย" เพราะการคิดถึงมันไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น
- เขียนสิ่งที่ "ควบคุมได้" (ฝั่งขวา) ในฝั่งนี้ ให้เขียนสิ่งที่คุณสามารถลงมือทำได้ทันที นี่คือพื้นที่ที่คุณควรจะใช้พลังงานและโฟกัสทั้งหมดของคุณ
พลังของการ "ปล่อยวาง" (Letting Go)
หนึ่งในสิ่งที่ควบคุมไม่ได้และสร้างความทุกข์ให้เรามากที่สุด คือการพยายามเปลี่ยนนิสัยพื้นฐานของคนอื่น คุณแทปชี้ว่าแค่เราจะเปลี่ยนนิสัยเสียของตัวเองยังเป็นเรื่องยาก แล้วทำไมเราถึงคาดหวังว่าจะไปเปลี่ยนคนอื่นได้? คุณน้อยหนึ่งได้ให้ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนที่สุดจากประสบการณ์ตรงของเธอเองกับการรับมือคอมเมนต์ใน YouTube เธอบอกว่าเราไม่สามารถทำให้ทุกคนบนโลกมาชอบเราได้ การพยายามทำเช่นนั้นมีแต่จะทำให้เราเป็นบ้า การเรียนรู้ที่จะ "ปล่อยวาง" หรือ "ช่างมัน" กับความคิดเห็นและพฤติกรรมของคนที่เราควบคุมไม่ได้ คือทักษะสำคัญที่จะปลดปล่อยเราจากความทุกข์ที่ไม่จำเป็น
เทคนิค "เดินเพื่อตั้งสติ" (Grounding Walk)
เมื่อไหร่ก็ตามที่ความคิดของคุณฟุ้งซ่านไปกับเรื่องในอดีตหรือกังวลกับอนาคตจนเกินไป ลองใช้เทคนิคของคุณแทปดู นั่นคือการลุกไป "เดิน" สัก 5-10 นาที อาจจะทิ้งโทรศัพท์ไว้ที่โต๊ะ เพื่อดึงสติของตัวเองกลับมาอยู่กับปัจจุบัน กับการก้าวเดินตรงหน้า วิธีนี้จะช่วยตัดความฟุ้งซ่านและทำให้เรากลับมามีสมาธิได้อีกครั้ง
เมื่อเราจัดการกับความฟุ้งซ่านได้แล้ว ก็ถึงเวลาที่จะมองเข้ามาข้างในเพื่อค้นหา "พรสวรรค์" ที่ซ่อนอยู่ในตัวเรา
--------------------------------------------------------------------------------
4. ค้นหาซูเปอร์พาวเวอร์ของคุณ พรสวรรค์ที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในตำรา
คำว่า "Specialist" หรือ "ผู้เชี่ยวชาญ" ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ทักษะทางเทคนิคที่จับต้องได้อย่างการเขียนโค้ด การทำบัญชี หรือการตลาดเท่านั้น พรสวรรค์ที่แท้จริงของเราอาจเป็นสิ่งที่คาดไม่ถึงก็ได้
บางครั้ง อย่างที่คุณน้อยหนึ่งชี้ให้เห็น คนอื่นอาจจะมองเห็นจุดแข็งของเราได้ชัดเจนกว่าตัวเราเอง และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับเพื่อนคนหนึ่งของคุณแทป เขาอาจไม่ได้เก่งด้านวิชาการ แต่กลับเป็น "คนฟังเก่ง" อย่างหาตัวจับยาก ถึงขนาดที่เพื่อนทุกคนที่มีปัญหาชีวิตจะต้องโทรหาเขาเสมอ สุดท้ายพรสวรรค์ข้อนี้ก็ได้นำทางให้เขากลายเป็นนักจิตบำบัดที่ประสบความสำเร็จ นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่า Soft Skill ก็สามารถเป็นความเชี่ยวชาญที่ทรงพลังและสร้างเส้นทางอาชีพให้เราได้
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นไปอีก ขอเล่าเรื่องราวที่น่าทึ่งของนักฟิสิกส์คนหนึ่งที่หลงใหลการพับกระดาษโอริกามิเป็นงานอดิเรก เขาค้นพบว่าเขาสามารถผสมผสานสองทักษะที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันนี้ได้ เขากลายเป็นที่ปรึกษาด้านการออกแบบให้กับบริษัทผลิตถุงลมนิรภัยที่ต้องการพับถุงลมขนาดใหญ่ลงในพื้นที่เล็กๆ หรือแม้กระทั่งช่วย NASA ออกแบบการพับแผงโซลาร์เซลล์เพื่อส่งขึ้นไปในอวกาศ เรื่องราวเหล่านี้สอนบทเรียนที่สำคัญที่สุดแก่เราว่า "คิดเอาไม่ได้นะ ต้องทำ" การลงมือทำเท่านั้นที่จะทำให้เราค้นพบการผสมผสานทักษะที่ไม่เหมือนใครซึ่งซ่อนอยู่ในตัวเรา
การค้นหาพรสวรรค์คือการเดินทางที่ยาวนาน และระหว่างทาง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือวิธีที่เราปฏิบัติต่อตัวเอง
--------------------------------------------------------------------------------
5. สุดท้าย กรุณาใจดีกับตัวเองและกอดความหวังไว้ให้แน่น
หากจะมีข้อความเพียงหนึ่งเดียวที่อยากจะฝากไว้ให้พวกเราทุกคนในวันนี้ ก็คงจะเป็นคำว่า "ใจดีกับตัวเองบ้าง"
คุณแทปยอมรับว่าเขาเห็นใจคนรุ่นใหม่ที่ต้องเติบโตมาในยุคโซเชียลมีเดีย ที่ชีวิตของทุกคนดูเหมือนถูก "ประดิษฐ์" ขึ้นมาอย่างสวยงามตลอดเวลา มันง่ายมากที่จะรู้สึกด้อยค่าเมื่อเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น และเพื่อต่อสู้กับยาพิษของการเปรียบเทียบในยุคนี้ เราต้องการยาถอนพิษที่ใช้ได้ทุกวัน คุณน้อยหนึ่งได้ให้สูตรยาที่สมบูรณ์แบบที่สุดไว้ นั่นคือการนิยามความสำเร็จในแต่ละวันของเราใหม่ ถ้าวันนี้คุณทำในสิ่งที่ตั้งใจได้สำเร็จ สามารถดูแลตัวเองได้ นั่นก็แปลว่า "วันนี้ก็เก่งแล้ว" จงเรียนรู้ที่จะเฉลิมฉลองกับชัยชนะเล็กๆ ในแต่ละวัน และโฟกัสกับเส้นทางของตัวเอง
โลกอาจจะดูโหดร้ายในบางครั้ง แต่สิ่งสำคัญที่สุดสองอย่างที่คุณต้องมีติดตัวไว้เสมอคือ การใจดีกับตัวเอง และการมีความหวัง แต่ความหวังเพียงอย่างเดียวก็ยังไม่พอ อย่างที่คุณแทปย้ำเตือนไว้ว่า "หวังอย่างเดียวไม่ได้นะ ต้องทำด้วย" ความหวังคือความเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ดีกว่ารออยู่ข้างหน้า และเมื่อมันผนวกรวมกับการลงมือทำ มันจะกลายเป็นเชื้อเพลิงที่ทรงพลังที่สุดที่จะพาคุณข้ามผ่านความไม่แน่นอนไปได้
เส้นทางอาจจะยังไม่ชัดเจนในวันนี้ แต่ขอให้เชื่อมั่นว่าทุกก้าวที่คุณเดิน ทุกครั้งที่คุณลอง คือส่วนหนึ่งของการสร้างเส้นทางที่ไม่เหมือนใคร...เส้นทางที่เป็นของคุณอย่างแท้จริง
แชร์ให้เพื่อน











ยังไม่มีความเห็น
ยืนยันการลบความเห็น